แฉ “เพนกวิน พริษฐ์” มีเจตนาซ่อนเร้นในการขอถอนทนายความ ปฏิเสธกระบวนการพิจารณาคดี มาตรา 112

สภากาแฟ

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.64 นายชุบ ชัยฤทธิชัย หรือ ทนายชุบ โคราช ทนายความในจังหวัดนครราชสีมา ได้โพสเฟซบุ๊ก “ชุบ ชัยฤทธิไชย” ตั้งข้อสังเกตกรณีที่ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มราษฎร หรือ ม็อบสามนิ้ว ขอถอนทนายความ ปฏิเสธกระบวนการพิจารณาคดี มาตรา 112 จากการปราศรัยกลุ่มม็อบเฟส และศาลอนุญาตให้ถอนทนายแล้ว ว่า

“ไม่ยอมรับกระบวนการ แล้วจะให้ทำอย่างไร

ติดตามความเคลื่อนไหวในคดีที่มีการฟ้องร้องเพนกวินของศาลวันนี้ มีข้อที่ฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย จากกรณีดังกล่าวทำให้เกิดเป็นข้อสังเกตบางประการ เกี่ยวกับการต่อสู้คดีของจำเลยในศาล ในเบื้องต้น เป็นที่เข้าใจ และยอมรับกันได้ คือ ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามตัวบทกกฎหมาย ไม่มีอำนาจ หรือสิทธิในการที่จะทำอะไรนอกกรอบของกฎหมายได้

กระบวนพิจารณาในชั้นศาลในชั้นนี้ ได้แก่ การตรวจสอบพยานหลักฐาน และกำหนดการสืบพยานโจทก์จำเลย ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างจะทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานของอีกฝ่ายว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นจะรับกันได้ หรือไม่ได้ ถ้ารับข้อเท็จจริงบางอย่างได้ ก็ทำให้การสืบพยานที่จะทำต่อไปเร็วขึ้น ถ้ารับไม่ได้เพราะเป็นข้อต่อสู้ก็แถลงไม่รับ

โดยทั่วไป ถ้าจำเลยคิดว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำความผิดตามฟ้อง จำเลยหรือทนายจำเลยจะแถลงไม่รับข้อเท็จจริงตามเอกสารที่มีการนำเสนอต่อศาลทุกฉบับ ทุกรายการ ก็ย่อมกระทำได้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นการชอบด้วยกระบวนการและชอบด้วยสิทธิ

ส่วนที่จำเลยคดีนี้แถลงต่อศาลว่าไม่ยอมรับกระบวนการกฎหมาย และขอถอนทนายความ ผมไม่เข้าใจเหตุผลครับ และเห็นว่าการแถลงเช่นนั้นไม่น่าจะเกิดประโยชน์ และไม่เป็นเหตุให้กระบวนพิจารณาของศาลเสียไป หรือไร้ผล แต่กลับจะเป็นการทำให้จำเลยเสียสิทธิ หรือเสียเปรียบในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ส่งผลให้คำชี้ขาดตัดสินของศาลในท้ายที่สุดเสียไปด้วย

ข้ออ้างว่า ไม่ได้ประกันตัว ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ จึงไม่ยอมรับกระบวนการ ก็ต้องบอกว่า การได้ประกันตัวหรือไม่ได้ประกันตัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดีเต็มที่หรือไม่เต็มที่แต่อย่างใด จำเลยยังคงมีสิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่เสมอ ไม่ว่าจะได้ประกันตัวหรือไม่

และน่าสังเกตว่า โดยหลักการในทางคดีอาญานั้น “โจทก์มีภาระการพิสูจน์ความผิด” แปลอีกที โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานเข้าเบิกความเพื่อพิสูจน์ความผิด ให้ศาลเชื่อว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มีข้อเท็จจริงตามที่ฟ้อง ซึ่งศาลจะพิเคราะห์น้ำหนักทางคดี ตามพยานหลักฐานต่อไป

ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยทำผิด ศาลก็จะต้องพิพากษายกฟ้อง ไม่ว่าจำเลยจะสืบพยานหรือไม่ หรือแม้กรณีหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เป็น “กรณีสงสัย” ว่าจำเลยจะได้ทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลก็จะพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โดยการพิพากษายกฟ้องเช่นเดียวกัน

จึงสงสัยว่า การแถลงของจำเลยครั้งนี้ เจตนาที่ซ่อนเร้นนั้นคืออะไร

1. คือส่วนหนึ่งของชั้นเชิงการต่อสู้คดี

2. รู้ตัวดีอยู่แล้วว่า ตนเองกระทำผิดตามฟ้องอยู่แล้ว ถึงจะสู้คดีอย่างไรก็คงจะไม่มีทางชนะคดีได้ จึงต้องการทำอะไรบางอย่างให้ดูเหมือนว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมตาม “กระบวนการ”

3. ต้องการให้โลกมองว่า การไม่ได้รับประกันตัว คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรม

4. ต้องการให้โลกมองว่า การไม่ได้รับการประกันตัว เป็นการ “ขัด” หรือ “แย้ง” กับหลักการแห่ง “สิทธิมนุษยชน”

ผมเดาไม่ถูกจริงๆ ว่า อะไรคือเจตนาที่แท้จริง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ผมมิได้มีเจตนาจะชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่คิดว่าอยากให้คนที่กำลังต่อสู้คดี ได้นำไปพิจารณา วิเคราะห์ เปรียบเทียบถึงผลดีผลเสียของชั้นเชิงการสู้คดีเพื่อประโยชน์ของตน การต่อสู้คดี ไม่ว่าในเรื่องใดๆ ย่อมต้องกระทำตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถใช้วิธีการนอกกรอบของกระบวนการทางกฎหมายได้ นี่คือหลักสากล

ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะอยากเห็นจำเลยต่อสู้คดี ตามหลักการของกฎหมายอย่างสุจริต ตรงไปตรงมา คิดอยู่เสมอว่า ฟ้องโจทก์ นั้น บางทีเมื่อสืบพยาน สืบไปสืบมา โจทก์ก็พิสูจน์ถึงเจตนาของการกระทำความผิดของจำเลยไม่ได้ โดยที่จำเลยไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย ก็เคยมีเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยๆ

ทั้งนี้ ผมเขียนขึ้นด้วยความเคารพ และด้วยความปรารถนาดีกับคนที่กำลังตกเป็นจำเลย ไม่ว่าในคดีใดๆ แม้ว่าผู้เป็นจำเลยนั้นไม่ใช่คนที่อยู่ในสายตาของผมเลยแม้แต่น้อย อย่างนายเพนกวินก็ตามครับท่าน

โดยมีผู้ร่วมแสดงความเห็น เช่น

– เขารู้อยู่แล้วว่าตามพยานหลักฐานยังไงก็แพ้ จึงพยายามสร้างเรื่องขึ้นมาเบี่ยงเบนประเด็น

– จำเลยอาจ รู้ว่า ยิ่งอยู่ในคุกนาน เท่าไหร่ ยิ่งได้ผลตอบแทน สูงขึ้นเท่านั้น จึงพยายามอยู่ต่อ

– ดูแล้วไม่มีทางสู้คดีได้ติดคุกแน่ๆ ก็ตัดสินใจว่าจะทำให้เกิดความแคลงใจในกลุ่มต่างประเทศไม่ดีกว่าหรือ นั้นคือเป้าหมาย

– เกิดมาแล้วทำตัวเองให้มีชีวิตชั่วๆโง่ๆก็ติดคุกไปแล้วกัน

– น่าจะเป็นกลเม็ดสุดยอดของทนายสิทธิฯที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว อย่างเช่นกรณี อานนท์แนะให้อากงสารภาพจนตายในคุก

– เพนกวินได้รับมอบหมายภารกิจหลักคือทำลายความน่าเชื่อถือของระเบียบ แบบปฏิบัติประเพณี โครงสร้างสังคม และกระบวนการทางกฎหมาย ของไทย ฝ่าฝืนทุกขนบด้วยการแสดงออกดูหมิ่น จาบจ้วง และไม่ยอมรับทุกอย่างที่สังคมไทยมี เพื่อปลุกเรียกผู้ที่มีจิตใจอยากล้มล้างปฏิรูปโครงสร้างสังคมไทยขึ้นมาใหม่ให้ออกมาก่อความวุ่นวายทั่วบ้านทั่วเมือง

เพนกวินมันก็แค่ทำหน้าที่ๆมันได้รับมอบหมายไปเรื่อยๆก็เท่านั้นครับ

– ตามแผน เป๊ะ เลย ทำลายระบบทั้งหมดในประเทศไทย
1 ทำลายระบบการศึกษา
2 ทำลายระบบ สถาบันฯ
3 ทำลายระบบ ความยุติธรรม
4 ทำลาย ศาสนา
5 ทำลาย ระบบความมั่นคงของประเทศ
เป็นแผนการของคนขายชาติ ที่ร่วมมือกับ ชาติตะวันตก เพื่อที่จะเอาประเทศไทย เป็นฐานในการโจมตี อาเซียน